วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

(12) พึงสวมอาภรณ์แห่งแสงสว่าง


จากพระโอวาทนี้
        คำว่า "จิต" หมายถึง จิตเดิมแท้
        คำว่า "วิญญาณ" มีความหมาย 2 ระดับคือ
           (ก) วิญญาณที่เป็น "การรับรู้" ในทุกๆ ระดับของชีวิต
           (ข) วิญญาณที่เป็น "ภาวะตัวตน" อันให้จิตเสวยผลแห่งการกระทำนั้น 
            บ้านเก่า หมายถึง "พระนิพพาน" (ดับกิเลสและกองทุกข์)
         ความเป็นหนึ่ง คือ ความเป็นหนึ่งของธรรมะกับชีวิต
จงสวม "อาภรณ์แห่งแสงสว่าง" โดยมีหลักปฏิบัติ ดังนี้
         สิกขาบทที่ 1 "จงใช้พลัง 12 ประการ"
                              ทักษะปฏิบัติทางวิถีจิต
                              เพื่อฉุดช่วย..เยียวยา..เสริมพลัง
                              ขจัดอุปสรรค..สร้างความมั่นคง..เกิดกุศล
        สิกขาบทที่ 2  "เราคือพุทธะ"
                              มนุษย์ทุกคนล้วนมีธรรมชาติแห่งการตื่นรู้
                              พึงเจริญปัญญาสว่าง
        สิกขาบทที่ 3  "เมตตาสว่างภาวนา"
                              เพราะเมตตาธรรมค้ำจุนโลก
                              พึงให้ความรักความเมตตาแผ่ไพศาลไกล



วันอังคารที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2554

พันธกิจของกัลยาณชนแห่งแสงสว่าง


       (1) พึงมอบ..ชีวิตให้พระธรรม..เถิด
       เพราะธรรมะย่อมคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม
       ผู้ใดเห็นธรรม..ผู้นั้นเห็นตถาคต
       และมีองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้อยู่เหนือเศียรเกล้าเป็นผู้นำทาง
       ที่สำคัญพระองค์ทรงฝาก "รอยพระบาท" ให้เราเจริญรอยตามดังนี้


       (2) จงเป็นอิสระจากวัฏจักรชีวิตด้วยการน้อมนำ..
       หลักธรรมมา ก. สร้างสรรค์ (พลังแห่งจินตนาการ)
                          ข. รักษา (พลังแห่งการเยียวยา) 
                          ค. แปรเปลี่ยน (พลังแห่งการควบคุมกำกับ) 
       ชีวิตตนให้อยู่ในสัมมาวิถีจริงเพื่อ "ดับทุกข์" (นิพพาน) 
       และแบ่งปันประสบการณ์การออกจากกองทุกข์
       มอบเป็นธรรมทานให้เกิดประโยชน์ต่อผู้อื่นด้วย

      (3) สร้างสรรค์สังคมอริยะ ให้เป็นเอกภาพตามเหตุปัจจัย
      ตามกำลังสติปัญญา ตามหน้าที่แห่งบุญสัมพันธ์
      อย่างเข้าใจจุดประสงค์จริง 



กัลยาณชนแห่งแสงสว่าง


จุดประสงค์ในการแพร่ธรรม


"จิตสำนึกแท้จริงอันตรงธรรม" ย่อมสั่นสะเทือนออกมาจากภายในสู่โลกแห่งปรากฏการณ์


(11) ทำอย่างไร ? ให้ธรรมะภายในตัวเราทุกคนปรากฏจริง

วิถีอนุตตรธรรม ธรรมะที่ทรงคุณอันประเสริฐสูงสุด
                              มี 3 ระดับให้พึง "รับรู้ด้วยใจจริง" แห่งตน
ธรรมะแท้จริง          คุณลักษณ์แห่งธรรมะที่ไร้รูปลักษณ์ (สุญญตาภาวะ)
                             ที่รับรู้ด้วยตาหูจมูกปากกายมิได้ แต่พึงรับรู้ด้วย..
                             ใจจริงที่ว่างๆ แห่งตน ซึ่งเป็นปัตจัตตัง
หลักธรรมแท้จริง     คือ เมตตา+มโนธรรม+จริยธรรม+สัตยธรรม+ปัญญา
                             (ทั้งหมดรวมเป็นหลักสัจธรรม) คุณสมบัติแห่ง..
                             จิตภาวะตามปกติ..ที่ใจพึงสะท้อนสู่ชีวิตจริง
                             ในโลกแห่งปรากฏการณ์นี้ (ระบบธรรมชาติ)
พระโองการจริง      ด้วยคุณค่าแห่งเหตุปัจจัยในชีวิตของเรา
                             พึง..กำหนดปณิธานธรรม..สู่พฤติกรรมจริงของตน
             รับรู้สิ่งต่างๆ เพื่อจะดำเนินตามทาง (มรรค)
             ด้วย "ใจจริงที่มีความสั่นสะเทือนอย่างตรงพระธรรม"
             (ใจฟ้า..ช่วยไม่หวังผล ใจดิน..รองรับไม่รังเกียจ)
             มนุษย์นั้นพึงเลียนแบบ "ใจฟ้าดิน"
             และนี่คือ เมตตาสว่างภาวนา

วันอาทิตย์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2554

ตรวจสอบและแปรเปลี่ยนตนเอง เพื่อดับเหตุแห่งภัยพิบัติ

นำพลังธรรมจากจิตเดิมแท้ตรวจสอบ พฤติกรรมตน

เมื่อพบเห็น "ประสบการณ์เดิม" "ความคิดความเชื่อ" 
"แนวโน้มนิสัย" และ/หรือ "ความเคยชิน" ตามลักษณะดังกล่าว
จง หยุด และ แปรเปลี่ยนตนเอง ทันที (คุณทำได้)